เปิด 5 ขั้นตอนขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน มีอะไรบ้าง?
- ฺBelmont Residences

- 18 ส.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การย้ายหรือเปลี่ยนสัญญาสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปยังธนาคารใหม่ หรืออาจทำกับธนาคารเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไข เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือได้เงื่อนไขการผ่อนชำระที่เหมาะสมกับสภาพการเงินมากกว่าเดิม
การขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน มักจะทำเมื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว (1-3 ปี) และดอกเบี้ยเริ่มปรับสูงขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์ คือจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง หรืออาจเลือกผ่อนเท่าเดิมแต่ระยะเวลาสั้นลง ทั้งนี้ ควรพิจารณาค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรีไฟแนนซ์คุ้มค่าและตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินมากที่สุด
การเช็กข้อมูลสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ทำได้อย่างไรบ้าง
ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน ควรตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อเดิมให้ละเอียดเพื่อวางแผนได้ถูกต้อง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
1. ตรวจสอบยอดคงเหลือและงวดคงเหลือ
ขั้นตอนแรกในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน คือการติดต่อธนาคารเจ้าของสินเชื่อเดิมเพื่อขอ “บัญชีสินเชื่อ” ซึ่งจะแสดงข้อมูลยอดหนี้คงเหลือ จำนวนงวดผ่อนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงินในแต่ละเดือน โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถคำนวณและเปรียบเทียบเงื่อนไขจากธนาคารใหม่ได้อย่างแม่นยำ
2. เช็กค่าปรับและค่าใช้จ่ายการปิดบัญชีก่อนกำหนด
ก่อนขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน อย่าลืมเช็กเช็กค่าปรับและค่าใช้จ่ายการปิดบัญชีก่อนกำหนด เนื่องจากธนาคารบางแห่ง จะมีค่าปรับการปิดบัญชีก่อนครบสัญญา ที่เรียกว่า Prepayment Penalty อยู่ โดยอาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ที่เหลือ หรือเป็นจำนวนเงินคงที่ ทั้งยังอาจมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติมมาด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมเอกสาร ค่าประเมินราคา ค่าดำเนินการ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนำมารวมเป็นต้นทุน เพื่อดูว่าการรีไฟแนนซ์จะประหยัดจริงหรือไม่
3. ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเดิม
อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำก่อนขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน คือการตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเดิม โดยอ่านรายละเอียดในสัญญาสินเชื่อเดิมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการโอนสิทธิ์สินเชื่อไปยังธนาคารใหม่ เงื่อนไขการยกเลิกประกันคุ้มครองบ้าน หรือข้อผูกพันอื่น ๆ เช่น การใช้บัญชีเงินฝากของธนาคารเดิมประกอบสัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านเอกสารหรือค่าใช้จ่ายแฝงในระหว่างกระบวนการรีไฟแนนซ์
วิธีเปรียบเทียบดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน
เมื่อทราบยอดหนี้และเงื่อนไขสินเชื่อบ้านฉบับเดิมแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านจากหลาย ๆ ธนาคาร
1. สำรวจโปรโมชั่นดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน
ธนาคารมักแข่งขันกันปล่อยโปรโมชั่นดอกเบี้ยสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านแบบพิเศษ เช่น ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก หรือดอกเบี้ยต่ำในปีแรก เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ก่อนทำการรีไฟแนนซ์บ้าน ควรอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนว่า หลังช่วงโปรโมชั่นแล้ว ดอกเบี้ยจะปรับเป็นเท่าไร และใช้สูตรคำนวณแบบใด เช่น MRR-2% หรือ MLR-1% เพราะช่วงหลังโปรโมชั่นอาจทำให้ภาระผ่อนสูงขึ้น
2. พิจารณาค่าธรรมเนียมสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน
นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ต้องรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการทำสัญญา ค่าประเมินราคาบ้าน ค่าโอนกรรมสิทธิ์ หรือค่าจดจำนองใหม่ รวมถึงค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนดจากธนาคารเดิม เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ อาจมีผลให้การรีไฟแนนซ์ไม่คุ้ม แม้ดอกเบี้ยใหม่จะต่ำกว่าเดิมก็ตาม
3. เปรียบเทียบสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านออนไลน์
ปัจจุบัน มีเว็บไซต์และแพลตฟอร์มเปรียบเทียบสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านได้ เช่น ยอดหนี้คงเหลือ ระยะเวลาที่ต้องการผ่อน และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อคำนวณยอดผ่อนต่อเดือนและค่าใช้จ่ายรวมตลอดสัญญา ซึ่งการใช้เครื่องมือคำนวณดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน เป็นวิธีรีไฟแนนซ์ที่จะช่วยประหยัดเวลา และเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้นว่าข้อเสนอใดคุ้มค่าที่สุด
เอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน
เอกสารสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน เป็นสิ่งสำคัญในการรีไฟแนนซ์บ้านซึ่งผู้ทำการรีไฟแนนซ์บ้านจะต้องจัดเตรียมให้กับธนาคาร โดยจะประกอบด้วย
1. เอกสารส่วนตัวของผู้กู้
บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน
ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
สมุดบัญชีธนาคารหรือ statement ย้อนหลัง 6–12 เดือน
2. เอกสารเกี่ยวกับรายได้
สลิปเงินเดือนล่าสุด หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
สำเนาแบบภาษีเงินได้ (50 ทวิ) หรือรายงานภาษีย้อนหลัง 1–2 ปี
กรณีเจ้าของกิจการ ใช้งบการเงิน หรือ หนังสือรับรองกิจการ
3. เอกสารเกี่ยวกับบ้านและสินเชื่อเดิม
โฉนดที่ดิน / นส.3 ก. / เอกสารสิทธิ์อื่น ๆ
สัญญาสินเชื่อเดิม และเอกสารการผ่อนชำระล่าสุด
ใบประเมินราคาบ้าน (บางธนาคารทำเอง)
ขั้นตอนรีไฟแนนซ์บ้าน
หลังเตรียมเอกสารขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านครบถ้วนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนรีไฟแนนซ์บ้าน ซึ่งจะมีขั้นตอน ดังนี้
1. ยื่นคำขอสินเชื่อใหม่
เลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน และเงื่อนไขที่เหมาะสมกับสภาพคล่องทางการเงิน จากนั้นกรอกแบบฟอร์มคำขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน พร้อมแนบเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารเกี่ยวกับสินเชื่อเดิม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ประกอบการพิจารณา
2. การประเมินทรัพย์สิน
ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่หรือนักประเมินอิสระเข้ามาตรวจสอบสภาพบ้านและทำการประเมินมูลค่าตลาดปัจจุบัน เพื่อกำหนดวงเงินสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านที่สามารถอนุมัติได้ โดยผลประเมินมูลค่านี้มีผลต่อจำนวนเงินกู้และเงื่อนไขดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้าน
3. ธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน
หลังจากนั้น ธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโร ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ (Debt Service Ratio) และเอกสารทั้งหมด เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ธนาคารจะออกหนังสือแจ้งอนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ระบุวงเงิน ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และเงื่อนไขต่าง ๆ ให้กับผู้กู้
4. ทำสัญญาสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านและปิดสินเชื่อเดิม
เมื่อสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านใหม่อนุมัติ ธนาคารจะนัดเซ็นสัญญากู้เงิน และจะทำการโอนเงินไปปิดบัญชีสินเชื่อเดิมโดยตรง แล้วให้ผู้กู้จะชำระค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจดจำนองหรือโอนสิทธิ์หลังจากนั้น
5. เริ่มผ่อนชำระสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านใหม่
หลังจากปิดสินเชื่อบ้านเดิมเรียบร้อย ผู้กู้จะต้องเริ่มผ่อนชำระค่าสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านตามเงื่อนไขใหม่ที่ตกลงไว้กับธนาคาร ซึ่งอาจมีดอกเบี้ยต่ำลง หรือมีระยะเวลาผ่อนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้ภาระการผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนลดลง
ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน
1. ค่าประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์
ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ก็คือค่าประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ โดยธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่หรือผู้ประเมินอิสระเข้าตรวจสอบสภาพบ้านและที่ดิน เพื่อกำหนดมูลค่าตลาดปัจจุบัน วงเงินกู้สูงสุด และเงื่อนไขดอกเบี้ย ค่าประเมินมักอยู่ในช่วง 2,000 – 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่และขนาดทรัพย์
2. ค่าจดจำนอง (Mortgage Registration Fee)
เป็นค่าใช้จ่ายในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ที่จะเรียกเก็บโดยกรมที่ดิน ซึ่งจะคิดจาก 1% ของวงเงินจำนองใหม่ โดยปกติสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ตัวอย่างเช่น วงเงินจำนอง 2 ล้านบาท ค่าจดจำนองจะอยู่ที่ 20,000 บาท
3. ค่าธรรมเนียมการทำสัญญาเงินกู้
บางธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำสัญญาเงินกู้ด้วย โดยครอบคลุมไปถึงค่าเอกสารและค่าดำเนินการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 3,000 บาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้ ขึ้นอยู่กับนโยบายธนาคาร
4. ค่าอากรแสตมป์
ค่าอากรแสตมป์ เป็นค่าใช้จ่ายในการขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ที่จะมีการเรียกเก็บตามกฎหมายเพื่อใช้กับสัญญาเงินกู้ โดยอัตราปกติ คือ 0.05% ของวงเงินกู้ เช่น วงเงิน 2 ล้านบาท ก็จะเสียค่าอากรแสตมป์ประมาณ 1,000 บาท
5. ค่าปรับปิดสินเชื่อก่อนกำหนด
เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน หากสินเชื่อไฟแนนซ์บ้านเดิมยังไม่ครบกำหนดตามเงื่อนไข (เช่น 3 ปีแรก) อาจมีค่าปรับปิดบัญชีก่อนกำหนด (Prepayment Penalty) อยู่ที่ 2 – 3% ของยอดหนี้คงเหลือ
6. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
การขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน อาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมาด้วย เช่น ค่าประกันอัคคีภัยบ้านที่ธนาคารอาจกำหนดให้ทำต่อเนื่อง, ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ (กรณีโอนสิทธิ์การจำนอง), หรือค่าดำเนินการอื่น ๆ ที่ธนาคารระบุ
การสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดดอกเบี้ย หรือปรับระยะเวลากู้ ให้ภาระในการผ่อนชำระหนี้ลดลง หากต้องการรีไฟแนนซ์ให้คุ้มค่ามากที่สุด ควรคำนวณค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากต้องการสอบถามเรื่องการรีไฟแนนซ์บ้านเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสนใจซื้อขายบ้าน pool villa เชียงใหม่ หรือสนใจเกี่ยวกับการจัดการอสังหาริมทรัพย์ในเชียงใหม่ เรายินดีให้คำปรึกษา



